เซี่ยงไฮ้, 18 ก.ค. 2569 /PRNewswire/ — ขณะที่ปากีสถานเข้าสู่ฤดูมรสุมประจำปี การพยากรณ์อากาศที่แม่นยำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ระบบอุตุนิยมวิทยา MAZU ของจีนที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์กำลังช่วยให้ปากีสถานตรวจจับสัญญาณเตือนล่วงหน้าและออกประกาศเตือนภัยเกี่ยวกับสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
"การใช้แพลตฟอร์มนี้ช่วยให้เราคาดการณ์น้ำท่วม ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้วอื่น ๆ ได้แม่นยำยิ่งขึ้น" Furrukh Bashir หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาแห่ง Pakistan Meteorological Department กล่าว "เราหวังว่าจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้คนทั่วโลก"
ระบบดังกล่าวได้รับการนำไปใช้งานในหลายประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า AI สามารถช่วยรับมือกับความท้าทายระดับโลกได้ ผ่านโมเดลโอเพนซอร์ส ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ จีนกำลังผลักดันให้ AI เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้อย่างทั่วถึง
ในพิธีเปิดการประชุม World Artificial Intelligence Conference 2026 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาล AI ระดับโลก (High-Level Meeting on Global AI Governance) ที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเรียกร้องให้ทุกประเทศยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และร่วมกันสร้างระบบธรรมาภิบาล AI ระดับโลกที่เป็นธรรมและครอบคลุม
"จีนในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ มุ่งมั่นมาโดยตลอดในการจัดหาสินค้าสาธารณะระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับ AI" สี จิ้นผิง กล่าว
ทำให้ AI เป็นโอกาสร่วมผ่านความเปิดกว้าง
ในการประชุมครั้งนี้ สี จิ้นผิงได้ประกาศมาตรการหลายประการเพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI ทั่วโลก ได้แก่ การช่วยเหลือ 30 ประเทศในการใช้ระบบอุตุนิยมวิทยา MAZU การจัดโครงการฝึกอบรมด้าน AI จำนวน 5,000 ที่นั่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในช่วง 5 ปีข้างหน้า และการจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ AI ระหว่างประเทศร่วมกับอาเซียน สันนิบาตรัฐอาหรับ สหภาพแอฟริกา ประชาคมรัฐลาตินอเมริกาและแคริบเบียน องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ และ BRICS
จีนยังสนับสนุนการพัฒนาแบบโอเพนซอร์ส เพื่อส่งเสริมการเติบโตของ AI ระดับโลกที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
โมเดล AI ของจีน เช่น DeepSeek และ Qwen ของ Alibaba ได้รับความสนใจจากทั่วโลกด้วยประสิทธิภาพสูง ต้นทุนที่เข้าถึงได้ และความเป็นโอเพนซอร์ส ทำให้นักพัฒนาและภาคธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยี AI ไปปรับใช้ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ข้อมูลทางการระบุว่า โมเดล AI แบบโอเพนซอร์สของจีนมียอดดาวน์โหลดสะสมทั่วโลกทะลุ 10,000 ล้านครั้งแล้ว
ยกตัวอย่างในแอฟริกา แนวทางโอเพนซอร์สของ DeepSeek เปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถดาวน์โหลดและปรับแต่งระบบ AI ได้อย่างอิสระ ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านดิจิทัลในท้องถิ่น และส่งเสริมนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นภายในภูมิภาค
แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดต้นทุนได้อย่างมาก โดย DeepSeek คิดค่าบริการเพียง 0.27 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งล้านโทเค็นอินพุต และ 1.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งล้านโทเค็นเอาต์พุต ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงได้มากกว่า 90% เมื่อเทียบกับโมเดล AI กระแสหลักบางรายจากชาติตะวันตก ทำให้ผู้ใช้งานและภาคธุรกิจในแอฟริกาสามารถเข้าร่วมการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้มากขึ้น
"จีนในฐานะประเทศกำลังพัฒนา เข้าใจความมุ่งหวังของหลายประเทศในกลุ่มโลกใต้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี" Zhang Weiwei รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการศึกษาสันติภาพและความมั่นคงโลก (Institute for World Peace and Security Studies) แห่ง China Institute of International Studies กล่าว
Zhang ระบุว่า โมเดล AI แบบโอเพนซอร์สของจีนช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันได้รวดเร็วขึ้นและมีต้นทุนต่ำลง ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากขึ้นได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ส่งเสริมความร่วมมือระดับโลกเพื่อลดช่องว่างด้าน AI
ท่ามกลางการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ช่องว่างด้าน AI ระหว่างประเทศต่าง ๆ ก็กำลังขยายตัว รายงาน Digital Progress and Trends Report 2025 ของธนาคารโลกชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างประเทศรายได้สูงกับประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำ ทั้งในด้านระบบ AI และศักยภาพด้านการประมวลผล ขณะเดียวกัน ทรัพยากรศูนย์ข้อมูลทั่วโลกยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว โดยแอฟริกามีสัดส่วนกำลังการให้บริการไม่ถึง 1% ของโลก
เพื่อรับมือกับช่องว่างที่ขยายตัวดังกล่าว สี จิ้นผิงเรียกร้องให้ทุกประเทศช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้าน AI ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล และร่วมกันสร้างกรอบธรรมาภิบาลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก เพื่อให้เทคโนโลยีเกิดใหม่สร้างประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง
จีนสนับสนุนระบบธรรมาภิบาล AI ระดับโลกที่เป็นธรรมและครอบคลุมมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 จีนได้เสนอ Global AI Governance Initiative ตามมาด้วย AI Capacity-Building Action Plan for Good and for All ในปี 2567 และ AI+ International Cooperation Initiative ในปี 2568 ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล
จีนยังเดินหน้าสร้างเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยได้จัดตั้ง Center for Global AI Innovative Governance (CGAIG) และ Group of Friends for International Cooperation on AI Capacity Building เพื่อรวบรวมประเทศต่าง ๆ ให้ร่วมเสริมสร้างการเจรจา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพร่วมกัน
การลงนามข้อตกลงจัดตั้ง World Artificial Intelligence Cooperation Organization ที่นครเซี่ยงไฮ้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันความร่วมมือด้าน AI ระดับโลก และส่งเสริมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่ปลอดภัย เป็นธรรม และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
ตั้งแต่การผลักดันโมเดลโอเพนซอร์ส โครงการฝึกอบรมด้าน AI ไปจนถึงโครงการธรรมาภิบาลระดับโลก จีนกำลังผลักดันให้ปัญญาประดิษฐ์เป็นพลังขับเคลื่อนร่วมด้านนวัตกรรมและการพัฒนา เพื่อให้ประโยชน์ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลกนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยจำกัดอยู่เพียงคนส่วนน้อย ได้ขยายไปสู่ประเทศและชุมชนต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น