เวียนนา, 15 ตุลาคม 2569 /PRNewswire/ — ในระหว่างงาน Network X 2026 สมาคมบรอดแบนด์โลก (World Broadband Association: WBBA) ได้จัดการประชุม Broadband Development Congress (BDC) ขึ้นที่กรุงเวียนนา โดยในการประชุมครั้งนี้ Bob Chen ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ธุรกิจออปติคัล (Optical Business Product Line) ของ Huawei ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "Reshaping Network Value for New Growth in the AI Era" (พลิกโฉมคุณค่าเครือข่าย เพื่อสร้างการเติบโตครั้งใหม่ในยุค AI) โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านการสร้างเครือข่ายในยุค AI ผ่านหลักการ "R" สามประการ ได้แก่ การสร้างสถาปัตยกรรมเครือข่ายขึ้นใหม่ (Rebuilding network architecture) การพลิกโฉมรูปแบบธุรกิจ (Reshaping business model) และการกำหนดนิยามใหม่ให้กับการดำเนินงานและบำรุงรักษาเครือข่าย (Redefining network O&M) เพื่อพลิกโฉมคุณค่าเครือข่ายและบรรลุการเติบโตในระดับใหม่
Bob Chen กล่าวถึงพัฒนาการในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริการในแต่ละยุค ไม่ว่าจะเป็นบริการเสียง อินเทอร์เน็ต หรือวิดีโอ ล้วนต้องอาศัยเครือข่ายเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ปัจจุบัน AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยโมเดล AI ขนาดใหญ่มีจำนวนพารามิเตอร์เกือบ 10 ล้านล้านพารามิเตอร์ และปริมาณการใช้โทเคน (token) ก็พุ่งสูงขึ้นเกือบ 50 เท่าในช่วงปีที่ผ่านมา ในยุค AI รูปแบบของการเชื่อมต่อเครือข่าย ความถี่ในการเชื่อมต่อ และคุณภาพของการเชื่อมต่อล้วนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อุตสาหกรรมทั้งหมดจึงจำเป็นต้องทบทวนแนวทางในการพลิกโฉมคุณค่าเครือข่ายอีกครั้ง
Chen ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดในการพลิกโฉมคุณค่าเครือข่ายคือการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการสร้างเครือข่าย โดยการวางแผนและการสร้างเครือข่ายจะต้องยึดความต้องการของบริการ AI และการจัดวางโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล AI (AIDC) ให้เป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกัน ต้องนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินงานและบำรุงรักษาเครือข่าย (O&M) แนวทางดังกล่าวสามารถสรุปได้เป็นหลักการ "R" สามประการ ได้แก่ การสร้างสถาปัตยกรรมเครือข่ายขึ้นใหม่ (Rebuild network architecture): เปลี่ยนจากเครือข่ายแบบดั้งเดิมที่มีการจัดโครงสร้างโดยยึดเขตการปกครองเป็นศูนย์กลาง ไปสู่เครือข่ายที่มี AIDC เป็นศูนย์กลาง การพลิกโฉมรูปแบบธุรกิจ (Reshape business model): สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร ปรับเปลี่ยนจากการจำหน่ายเฉพาะแบนด์วิดท์ไปสู่การนำเสนอ "แบนด์วิดท์ + ค่าความหน่วง + ความน่าเชื่อถือ" ควบคู่กับบริการด้านการประมวลผลและเครือข่ายอย่างเป็นบูรณาการ ส่วนบริการบรอดแบนด์สำหรับบ้าน: พัฒนาจากการให้บริการเชื่อมต่อบรอดแบนด์เพียงอย่างเดียวไปสู่ระบบเครือข่ายภายในบ้านแบบครบวงจร และต่อยอดไปสู่ประสบการณ์บ้านอัจฉริยะในท้ายที่สุด การกำหนดนิยามใหม่ให้กับการดำเนินงานและบำรุงรักษาเครือข่าย (Redefine network O&M): พัฒนาจากการดำเนินงานแบบดั้งเดิมที่มีระบบอัตโนมัติเพียงบางส่วนไปสู่การดำเนินงานอัจฉริยะตลอดวงจรชีวิตของเครือข่าย
การสร้างสถาปัตยกรรมเครือข่ายขึ้นใหม่
ในอดีต เครือข่ายได้รับการออกแบบโดยยึดเขตการปกครองเป็นศูนย์กลาง และแบ่งออกเป็นเครือข่ายแกนหลักระดับประเทศ เครือข่ายแกนหลักระดับมณฑล และเครือข่ายเขตเมือง เมื่อ AI เติบโต จำนวนศูนย์ข้อมูล AIDC ก็เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า ขณะที่ปริมาณทราฟฟิกก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับกำลังการประมวลผล
ตัวอย่างเช่น เมืองจงเว่ย (Zhongwei) ประเทศจีน ที่ในอดีตมีปริมาณทราฟฟิกคิดเป็นเพียงประมาณ 0.1% ของปริมาณทราฟฟิกทั้งหมดของจีน แต่ปัจจุบันจงเว่ยได้กลายเป็นหนึ่งในแปดศูนย์กลางการประมวลผลระดับชาติของจีน โดยทราฟฟิกด้านการประมวลผลอัจฉริยะของเมืองนี้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของแบนด์วิดท์ทั้งหมดของประเทศ ส่งผลให้เมืองนี้กลายเป็นโหนดหลักในเครือข่ายเชื่อมต่อระหว่าง AIDC และกรณีลักษณะเดียวกันนี้ก็กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก
ดังนั้น สถาปัตยกรรมเครือข่ายจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการยึดเขตการปกครองเป็นศูนย์กลางไปสู่การยึด AIDC เป็นศูนย์กลาง โดยจัดโครงสร้างเครือข่ายเป็นลำดับชั้น โดยมีศูนย์ข้อมูลหลัก (Core DC) ศูนย์ข้อมูลระดับภูมิภาค (Regional DC) และศูนย์ข้อมูลระดับเอดจ์ (Edge DC) เป็นศูนย์กลาง การเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลโดยตรงในรูปแบบ (mesh) ซึ่งใช้การเชื่อมต่อเพียงหนึ่งฮอป (one-hop) ช่วยให้สามารถกำหนดค่าความหน่วงได้อย่างแน่นอนในระดับ 1, 5 และ 20 มิลลิวินาที สำหรับแต่ละขอบเขตการให้บริการ พร้อมทั้งช่วยให้สามารถนำบริการออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว
การพลิกโฉมรูปแบบธุรกิจ
สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร เมื่อ AI เข้ามาเร่งการเปลี่ยนแปลง รูปแบบการดำเนินงานและการผลิตขององค์กรก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัทออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจีนใช้ AI ในการเรนเดอร์ภาพ ทำให้สามารถลดระยะเวลาการผลิตลงได้อย่างมาก ขณะที่การเรนเดอร์ภาพด้วย AI แบบเรียลไทม์จำเป็นต้องมีค่าความหน่วงต่ำกว่า 2 มิลลิวินาที เพื่อคว้าโอกาสทางธุรกิจเหล่านี้ ผู้ให้บริการเครือข่ายสามารถยกระดับบริการวงจรเช่าส่วนตัว (private line) จากการนำเสนอเพียงมิติเดียวด้านแบนด์วิดท์ ไปสู่บริการที่มีหลายมิติ ได้แก่ "แบนด์วิดท์ + ค่าความหน่วง + ความน่าเชื่อถือ" ด้วยเทคโนโลยี OXC, ASON และการเข้ารหัสควอนตัม (Quantum Encryption) เครือข่ายจึงสามารถให้บริการที่มีค่าความหน่วงแน่นอน มีความน่าเชื่อถือสูง และมีความปลอดภัยในระดับสูงสุด ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าของบริการวงจรเช่าส่วนตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ด้วยการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการประมวลผล ผู้ให้บริการเครือข่ายยังสามารถพัฒนาจากการจำหน่ายบริการเครือข่ายเพียงอย่างเดียว ไปสู่การนำเสนอ "เครือข่าย + การประมวลผล + โมเดล/แอปพลิเคชัน" เพื่อให้บริการด้านการประมวลผลและเครือข่ายได้แบบบูรณาการ
สำหรับกลุ่มบริการบรอดแบนด์ภายในบ้าน ผู้ให้บริการสามารถยกระดับจากการให้บริการเชื่อมต่อบรอดแบนด์แบบพื้นฐานไปสู่กลยุทธ์ "หนึ่งไฟเบอร์ หนึ่งเครือข่าย หนึ่งบ้าน" (One Fiber, One Network, One Home) โดย One Network หมายถึงการให้บริการ Wi-Fi คุณภาพสูงสำหรับบ้านทั้งหลังผ่านเทคโนโลยี FTTR หรือ Wi-Fi Mesh ส่วน One Home หมายถึงการนำเสนอแอปพลิเคชันอัจฉริยะที่หลากหลาย โดยขับเคลื่อนด้วยอุปกรณ์ปลายทาง AI ภายในบ้านและเอเจนต์ AI นอกจากนี้ เอเจนต์ AI ภายในบ้านยังกำลังพลิกโฉมรูปแบบการโต้ตอบกับบริการบรอดแบนด์ภายในบ้าน โดยช่วยให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับระบบได้แบบเรียลไทม์ และควบคุมเครือข่ายภายในบ้านได้ง่าย ๆ ผ่านคำสั่งเสียง
การกำหนดนิยามใหม่ให้กับการดำเนินงานและบำรุงรักษาเครือข่าย
ในยุค AI จำเป็นต้องทำให้เกิดความอัจฉริยะตลอดกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ ครอบคลุมการวางแผน การก่อสร้าง การบำรุงรักษา การเพิ่มประสิทธิภาพ และการปฏิบัติการ โดยอาศัยความอัจฉริยะในระดับองค์ประกอบเครือข่าย ระดับเครือข่าย และระดับบริการ ตัวอย่างเช่น ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเครือข่ายภายในบ้านส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากปัญหา Wi-Fi ปัจจุบัน ระบบปรับแต่ง Wi-Fi ด้วย AI สามารถตรวจจับแหล่งที่มาและประเภทของสัญญาณรบกวนได้โดยอัตโนมัติ พร้อมปรับกำลังส่งและพารามิเตอร์อื่น ๆ แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ความเร็ว Wi-Fi เพิ่มขึ้นประมาณ 20% ในสภาพแวดล้อมที่มีสัญญาณรบกวน
ประการที่สอง ในด้านการประหยัดพลังงานด้วย AI ก่อนหน้านี้ อุปกรณ์เครือข่ายทำงานเต็มกำลังโดยไม่คำนึงถึงระดับปริมาณทราฟฟิก ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานจำนวนมากโดยไม่จำเป็น ปัจจุบัน การวิเคราะห์ทราฟฟิกอย่างชาญฉลาดช่วยให้สามารถปรับการใช้พลังงานของแชสซี OLT และการ์ดไลน์ (line card) ได้อย่างยืดหยุ่นและเป็นอัตโนมัติ ส่งผลให้การใช้พลังงานรวมของอุปกรณ์ลดลงมากกว่า 20%
ประการสุดท้าย ในด้านการตรวจจับและแก้ไขข้อขัดข้องโดยอัตโนมัติอย่างชาญฉลาด ได้มีการแบ่งกระบวนการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาบริการบรอดแบนด์ภายในบ้านออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ การซ่อมแซมข้อขัดข้องโดยอัตโนมัติ (Self-Healing): ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เฟซทางอากาศ เช่น การโรมมิงที่ไม่สำเร็จ จะได้รับการแก้ไขโดยอัตโนมัติด้วยเอเจนต์ AI สำหรับงานปฏิบัติการและบำรุงรักษาเครือข่าย การดำเนินงานและบำรุงรักษาจากระยะไกล (Remote O&M): ปัญหาที่เกิดจากการตั้งค่าพารามิเตอร์จะได้รับการจัดการจากระยะไกลที่ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย (NOC) โดยมีเอเจนต์ AI ช่วยสนับสนุนการดำเนินงาน และการเข้าตรวจสอบ ณ สถานที่ (On-Site Visits): ปัญหาทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อสายไฟเบอร์จะได้รับการระบุตำแหน่งอย่างแม่นยำ โดยมี O&M Copilot ช่วยสนับสนุนการตรวจสอบและแก้ไขปัญหา
"เมื่อเผชิญกับยุค AI เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดของเรา โดยสร้างสถาปัตยกรรมเครือข่ายขึ้นใหม่ พลิกโฉมรูปแบบธุรกิจ และกำหนดนิยามใหม่ให้กับการดำเนินงานและบำรุงรักษาเครือข่าย" Bob Chen กล่าวสรุป "ด้วยหลักการ "R" สามประการเหล่านี้ เราจะสามารถพลิกโฉมคุณค่าของเครือข่ายบรอดแบนด์ความเร็วสูงพิเศษ (UBB) และร่วมกันก้าวไปสู่การเติบโตครั้งใหม่ในยุค AI!"
