ลอนดอน, 27 ตุลาคม 2569 /PRNewswire/ — ผลการวิเคราะห์ล่าสุดระบุว่า จีนกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า ขณะที่สหรัฐอเมริกาสุ่มเสี่ยงที่จะสูญเสียแรงขับเคลื่อน ส่วนประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของยุโรปยังคงไม่สามารถผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงได้
ดัชนีชี้วัดความสามารถทางการแข่งขันด้านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า (Electrification Competitiveness Index) ได้ประเมินความคืบหน้าใน 16 ประเทศ โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานจริงในพื้นที่ ควบคู่ไปกับปัจจัยเอื้ออำนวยที่จำเป็นต่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยด้านการส่งเสริมและการประยุกต์ใช้เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นความพร้อมของแต่ละประเทศในการรองรับภาคธุรกิจเพื่อเปลี่ยนผ่านการดำเนินงานไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ยังเผยให้เห็นช่องว่างด้านการนำไปปฏิบัติที่เกิดขึ้นในวงกว้าง โดยพบว่าการกำหนดนโยบายและปัจจัยเอื้ออำนวยต่าง ๆ นั้นแซงหน้าการใช้จริงเกือบทุกประเทศ
ดัชนีนี้จัดทำโดยกลุ่ม We Mean Business Coalition ร่วมกับ RMI โดยประเมินครอบคลุมออสเตรเลีย บราซิล จีน เอธิโอเปีย ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อินโดนีเซีย อิตาลี ฟิลิปปินส์ โปแลนด์ แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าเมื่อควบคู่กับพลังงานสะอาดแล้ว จะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง พร้อมทั้งสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับสุขอนามัยของผู้คนด้วยอากาศที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ซึ่งประเด็นนี้จะกลายเป็นหัวข้อหารือสำคัญบนเวที COP31
ประเทศต่าง ๆ ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
- กลุ่มฐานรากมั่นคง – จีน ฝรั่งเศส สเปน: มีการใช้จริงค่อนข้างสูงและมีปัจจัยเอื้ออำนวยที่แข็งแกร่ง โดยจีนทำคะแนนด้านการใช้จริงได้สูงสุด อันเป็นผลมาจากการลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้าอย่างเป็นเอกภาพ นโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจน และมาตรการจูงใจต่าง ๆ ขณะที่ฝรั่งเศสและสเปนทำผลงานได้ดีในด้านประสิทธิภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้าและสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด นอกจากนี้ ทั้งสามประเทศยังมีราคาไฟฟ้าที่แข่งขันกับก๊าซได้ดีกว่าประเทศส่วนใหญ่ในการประเมิน
- กลุ่มมีศักยภาพพร้อมก้าวกระโดด – เยอรมนี อินเดีย อิตาลี โปแลนด์ สหราชอาณาจักร: มีปัจจัยเอื้ออำนวยสูงกว่าระดับการใช้จริง โดยสหราชอาณาจักรมีช่องว่างระหว่างนโยบายกับการนำไปปฏิบัติจริงกว้างที่สุด ซึ่งค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมในสหราชอาณาจักรสูงกว่าก๊าซถึงราว 5 เท่าต่อหน่วยพลังงาน ขณะที่เยอรมนีกำลังเผชิญปัญหากระบวนการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ค้างสะสมอยู่อีกหลายร้อยกิกะวัตต์
- กลุ่มเสี่ยงชะลอตัว – สหรัฐฯ ออสเตรเลีย บราซิล เอธิโอเปีย เกาหลีใต้: การใช้จริงอยู่ที่ระดับครึ่งหนึ่งหรือสูงกว่า แต่ปัจจัยเอื้ออำนวยกลับต่ำกว่าค่ามัธยฐาน สำหรับสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายระดับรัฐบาลกลางและปัญหาคอขวดของระบบโครงข่ายไฟฟ้า เสี่ยงที่จะส่งผลให้แรงขับเคลื่อนชะลอตัวลง โดยสหรัฐฯ มีโครงการผลิตไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานรวมกันมากกว่า 2TW ที่จ่อคิวรอการเชื่อมต่อระบบโครงข่าย ซึ่งสูงกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ราว 1.3TW
- กลุ่มเริ่มต้นเปิดรับการนำไปใช้ – อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้: มีคะแนนทั้งด้านการใช้จริงและปัจจัยเอื้ออำนวยต่ำกว่าระดับครึ่งหนึ่ง โดยพลังงานสะอาดมีสัดส่วนคิดเป็น 18% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในอินโดนีเซียและแอฟริกาใต้ และคิดเป็น 23% ในฟิลิปปินส์ ขณะที่การลงทุนด้านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของทั้งสามประเทศยังคงต่ำกว่า 0.4% ของ GDP เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างซึ่งอยู่ที่ 0.65%
อ่านรายงานและรายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.wemeanbusinesscoalition.org/blog/new-index-maps-electrification-competitiveness-of-countries/